สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ( 6 )

เมื่อสโมสรมีความเติบโตและมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงได้ไปขอเข้าร่วมแข่งขันในดิวิชัน 2 ของเซาเทิร์น ฟุตบอลลีก แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากสภาพสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามโซเฟีย การ์เดนส์ ไม่ผ่านมาตรฐาน หลังจากนั้นเป็นเวลากว่า 2 ปี สโมสรมีโอกาสได้เล่นฟุตบอลนัดกระชับมิตรกับสโมสรฟุตบอลจากประเทศอังกฤษอย่างมิดเดิลส์เบรอ, บริสตอล ซิตี และ คริสตัล พาเลซทำให้เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนบอลมากขึ้น ต่อมาสโมสรได้ตัดสินใจสร้างสนามเหย้าเป็นของตนเองเพื่อที่จะสามารถไปแข่งขันในลีกที่ใหญ่กว่าเดิมได้โดยวอลเตอร์ บาร์ทลีย์ วิลสัน ผู้ก่อตั้งสโมสรได้หาพื้นที่สำหรับสร้างสนามใหม่ในคาร์ดิฟฟ์และบริเวณใกล้เคียง และมาได้ที่ดินสำหรับสร้างสนามแห่งใหม่จากข้อเสนอของจอห์น แมนเดอร์ สมาชิกสภาเทศบาลเมือง ที่เสนอให้ใช้ที่ดินบริเวณแทนยาร์ด เลน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างถนนสโลเปอร์และสถานีรถไฟ โดยบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และใช้เป็นที่สำหรับเก็บรวบรวมขยะและบางส่วนสำหรับแบ่งให้เช่า[7]โดยเขาเสนอให้สโมสรใช้พื้นที่ดังกล่าวโดยคิดค่าเช่าเดือนละ 90 ปอนด์

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ( 5 )

ประวัติ

ยุคก่อตั้ง (ค.ศ.1899–1920)

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1899 ในชื่อ สโมสรฟุตบอลริเวอร์ไซด์  โดยการก่อตั้งสโมสรมีขึ้นที่บ้านของวอลเตอร์ บาร์ทลีย์ วิลสัน ซึ่งเป็นช่างทำภาพพิมพ์หินในเมืองคาร์ดิฟฟ์ เพื่อเป็นการรวมผู้เล่นจากสโมสรคริกเก็ตริเวอร์ไซด์ไว้ด้วยกัน ในช่วงแรกสโมสรแข่งขันกับทีมในละแวกท้องถิ่นใกล้เคียงที่สนามโซเฟีย การ์เดนส์ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะในบริเวณริเวอร์ไซด์ ย่านเก่าแก่และเป็นชุมชนแออัดของเมืองคาร์ดิฟฟ์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1900 สโมสรได้เข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในคาร์ดิฟฟ์แอนด์ดิสตริกต์ลีก

 

ในปี ค.ศ. 1905 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร ได้ยกฐานะเมืองของคาร์ดิฟฟ์ขึ้นเป็นเมืองที่มีฐานะเป็นนครในสหราชอาณาจักร สโมสรจึงได้ยื่นเรื่องต่อสมาคมฟุตบอลเซาท์เวลส์และมอนมัทเชียร์เพื่อเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็นคาร์ดิฟฟ์ ซิตี  แต่คำขอในกรณีดังกล่าวไม่ผ่านการอนุมัติเนื่องจากสโมสรลงแข่งขันในระดับที่ต่ำเกินไป สโมสรจึงได้เข้าร่วมในเซาท์เวลส์ อเมเจอร์ลีก ในปี ค.ศ. 1907 และได้รับการอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อสโมสรได้ในปีต่อมา

แชมป์โลกเยาวชนชาวไทย นกน้อย สิทธิประเสริฐ ( 6 )

แชมป์อินเตอร์เนชั่นแนลรุ่นฟลายเวท WBC

ชิง 13 กุมภาพันธ์ 2556 ชนะคะแนน เคนิชิ โฮริกาว่า (ญี่ปุ่น) ที่ วังน้อย พระนครศรีอยุธยา

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 28 กุมภาพันธ์ 2557 ชนะคะแนน(ไม่เอกฉันท์) เรโนเอล พาเอล (ฟิลิปปินส์) ที่ สนามมวยเวทีลุมพินี รามอินทรา

พฤศจิกายน 2558 ถูกปลดเนื่องจากไม่ได้ป้องกันแชมป์ นานเกินกำหนด

ชิงแชมป์ต่อไปนี้แต่ไม่สำเร็จ

ชิงแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท WBA 23 เมษายน 2560 แพ้คะแนน คะซุโตะ อิโอะกะ (ญี่ปุ่น) ที่เอดิออนอารีนา นครโอซะกะ ประเทศญี่ปุ่น

แชมป์โลกเยาวชนชาวไทย นกน้อย สิทธิประเสริฐ ( 5 )

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 15, 2 ธันวาคม 2552 ชนะคะแนน ดอนนี่ มาบาวว์ (ฟิลิปปินส์) ที่ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 16, 26 กุมภาพันธ์ 2553 ชนะน็อคยกที่ 4 บิมโบ้ นาซิโอนาเลส (ฟิลิปปินส์) ที่ สวนสาธารณะ โผน กิ่งเพชร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 17, 27 พฤษภาคม 2553 ชนะคะแนน เฮรี่ เพอร์โนโม (อินโดนีเซีย) ที่ ตลาดโชคชัย4 กทม.

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 18, 23 กรกฎาคม 2553 ชนะคะแนน ดอนนี่ มาบาวว์ (ฟิลิปปินส์) ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

แชมป์มวยโลกหญิง ชาวไทย แซมซั่น ส.ศิริพร( 3 )

สถิติ  ชนะ 39 ครั้ง (ชนะน็อค 21 ครั้ง, ชนะคะแนน 18 ครั้ง), แพ้ 4 ครั้ง (แพ้คะแนน 4 ครั้ง)

รางวัลเกียรติยศบุคคลในวงการกีฬามวยแห่งชาติ ครั้งที่ 2

นักมวยสากลอาชีพหญิงยอดเยี่ยม, 30 เมษายน 2557 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา การกีฬาแห่งประเทศไทย

ชื่ออื่น

แซมซั่น ต.บัวมาศ

แซมซั่น ศิษย์วัดสมาน

แชมป์มวยโลกหญิง ชาวไทย แซมซั่น ส.ศิริพร( 2 )

เมื่อน้องใหม่ ส.ศิริพรขึ้นชิงแชมป์โลกหญิงรุ่นมินิมัมเวท WBC ไม่สำเร็จ แพ้น็อค นานาโกะ คิคูชิ ยก 7 แซมซั่นได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นชิงแชมป์โลกกับคิคูชิเป็นการแก้มือ แต่เธอยังขาดประสบการณ์จึงเป็นฝ่ายแพ้คะแนน ถึงจะแพ้ เธอยังไม่ท้อ คงฝึกซ้อมมวยต่อไปจนตำแหน่งแชมป์โลกหญิงรุ่นไลท์ฟลายเวท WBC ว่างลงเพราะแชมป์จากเกาหลีเหนือสละตำแหน่ง เธอจึงได้ชิงแชมป์ที่ว่างกับอายากะ มิยาโนะ และเป็นฝ่ายชนะคะแนนได้แชมป์โลกมาครอง เมื่อ 3 เมษายน พ.ศ. 2550

 

ด้วยผลงานนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ได้ประกาศให้แซมซั่นได้พักโทษตั้งแต่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ออกมาใช้ชีวิตนอกเรือนจำได้แต่ต้องมารายงานตัวทุกเดือน ทั้งนี้ นางสิริพร ชูติกุลังหัวหน้าคณะ ส.ศิริพรเป็นผู้ปกครองและผู้ให้การรับรอง

แชมป์มวยโลกชาวไทย เด่นเก้าแสน เก้าวิชิต ( 6 )

เสียแชมป์โลก

เด่นเก้าแสนเสียแชมป์โลกเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ในการชกทื่โกเบ กับ ไดกิ คาเมดะ คู่ปรับเก่าที่เด่นเก้าแสนเคยเอาชนะคะแนนมาแล้วเมื่อวันทื่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ในการชกป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 2 ที่โอซากา ในคราวนี้คาเมดะได้เปลี่ยนสไตล์การชก โดยการเข้าสวมกอดและทิ้งตัวล้มลงบนเวทีเมื่อเวลาเด่นเก้าแสนคลุกวงใน ทำให้เด่นเก้าแสนไม่อาจชกได้ในสไตล์ที่ถนัด และถูกกรรมการตัดคะแนนไปถึง 2 ครั้งด้วยกัน จึงแพ้คะแนนไปในที่สุดอย่างเป็นเอกฉันท์ เสียแชมป์โลกไปในการป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 3 นี้เอง

แชมป์มวยโลกชาวไทย เด่นเก้าแสน เก้าวิชิต ( 5 )

ทางเด่นเก้าแสนจึงต้องการเปลี่ยนผู้จัดการโดยอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งต่อมาเรื่องได้บานปลาย จนต้องนำเรื่องขึ้นสู่สมาคมมวยอาชีพแห่งประเทศไทยเป็นผู้ตัดสิน และผลการตัดสินก็ออกมาว่า เด่นเก้าแสนเป็นอิสระ สามารถเลือกผู้จัดการคนใหมได้เอง ซึ่งเด่นเก้าแสนก็ได้เลือกนายวิวัฒน์เป็นผู้จัดการคนใหม่แทน ซึ่งทำให้ในปลายปี พ.ศ. 2552 สื่อมวลชนได้ให้ฉายาเด่นเก้าแสนว่า “แชมป์โลกปลดแอก

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี บัลลงดอร์ ( 81 )

จากความสามารถในการควบคุมบอล ความฉลาดเฉลียวในการทำเกมรุก รวมทั้งการยิงวอลเลย์ที่น่าประทับใจ ฟัน บัสเตินจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปีในปี ค.ศ. 1992 และนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป 3 ครั้ง (ค.ศ. 1988, 1989 และ 1992)  ในปี ค.ศ. 1999 เขามีชื่อติดอันดับที่ 6 จากการคัดเลือกนักฟุตบอลแห่งศตวรรษของฟีฟ่า

 

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี บัลลงดอร์ ( 80 )

ในการลงเล่นให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ฟัน บัสเตินสามารถพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1988 และได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของรายการ โดยทำไปได้ทั้งสิ้น 5 ประตู ซึ่งมีลูกยิงวอลเลย์ที่เขาทำได้ในนัดชิงชนะเลิศที่พบกับสหภาพโซเวียตรวมอยู่ด้วย ส่วนในระดับสโมสร เขาคว้าแชมป์เอเรอดีวีซี 3 ครั้ง และยูฟ่าคัพวินเนอส์คัพ 1 ครั้งร่วมกับอายักซ์ รวมทั้งคว้าแชมป์เซเรียอา 3 ครั้ง และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 ครั้งร่วมกับเอ.ซี. มิลาน