ฟุตบอลโลก 2014 (79 )

หลังจากนั้น เลขาธิการ กสทช. ฐากร ตัณฑสิทธิ์ แถลงว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ติดต่อมายังประธาน กสทช. พลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี เพื่อแจ้งให้ทาง กสทช.ดำเนินการให้ประชาชน สามารถรับชมถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทั้งหมด 64 นัดผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ซึ่งให้บริการเป็นการทั่วไป (ฟรีทีวี) กสทช.จึงเชิญผู้แทนอาร์เอสบีเอส หารือแนวทางในการชดเชย

ฟุตบอลโลก 2014 (78)

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 13:30 น. ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้อาร์เอสบีเอส ไม่ต้องออกอากาศการแข่งขันฟุตบอลโลก ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าด้วยหลักเกณฑ์ รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้ เฉพาะกับโทรทัศน์ซึ่งให้บริการเป็นการทั่วไป เนื่องจากเป็นการตกลงซื้อขายสิทธิ ก่อนประกาศดังกล่าวจะมีผลใชับังคับ ซึ่งเป็นการพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น

แชมป์มวยโลกชาวไทย สด จิตรลดา (12 )

30 มกราคม พ.ศ. 2526 : ชนะน็อกยก 2 เจ้าเณรน้อย จอมคาถา ที่เวทีมวยช่อง 7 สี

6 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 : ชนะน็อกยก 7 วิค เพนแกรม (  ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยช่อง 7 สี

ไม่ทราบวัน เดือน พ.ศ. 2527 : ชนะน็อกยก 7 รูดี้ พาลิเกา (ฟิลิปปินส์) ที่ เวทีมวยช่อง 7 สี

ชกนอกรอบ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2529 : ชนะน็อกยก 9 แช มุนจิน (  เกาหลีใต้)

ที่ เวทีมวยชั่วคราวสวนสยาม กรุงเทพฯ

แชมป์มวยโลกชาวไทย สด จิตรลดา (11 )

สถิติการชก

ชกอุ่นเครื่อง และ ชกนอกรอบ

5 ธันวาคม พ.ศ. 2526 : ชนะน็อกยก 4 ศรีธัญญา ศิษย์เสน่ห์ ที่ เวทีมวยช่อง 7 สี

23 มกราคม พ.ศ. 2526 : ชนะคะแนน 6 ยก สุริยะ ปทุมวดี ที่ เวทีมวยช่อง 7 สี

18 ธันวาคม พ.ศ. 2526 : ชนะน็อกยก 3 นิพนธ์ยุทธ ศักดิ์อาดัม ที่เวทีมวยช่อง 7 สี

แชมป์มวยโลกชาวไทย (70) (เวนิส บ.ข.ส. )

หลังเสียแชมป์

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 เวนิส บ.ข.ส. ได้เลื่อนรุ่นขึ้นไปชกในรุ่นแบนตั้มเวท และได้ขึ้นชิงแชมป์โลกในรุ่นนี้ กับ ราฟาเอล เฮอร์เรร่า นักมวยชาวเม็กซิกัน ที่สหรัฐอเมริกา เวนิสชกได้ดี สามารถชกจนเฮอร์ราร่าตาแทบปิด แต่เมื่อครบ 15 ยก แล้ว กรรรมการรวมคะแนนให้เฮอร์เรร่าชนะคะแนนไปอย่างค้านสายตา เวนิสกลับมาชกอีกครั้งจนได้ครองแชมป์ภาคตะวันออกไกลและแปซิฟิก (OPBF) ในปี พ.ศ. 2517 และชนะรวดอีกต่อมา ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2519 เวนิสได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกอีกครั้งกับ โรดอลโฟ มาร์ติเนซ นักมวยชาวเม็กซิกัน ที่อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก ปรากฏว่าเวนิสเป็นฝ่ายแพ้คะแนน 15 ยก ไป และครั้งต่อมา ก็ได้เสียแชมป์ภาคฯ ให้กับ ซู ฮวาน ฮอง นักมวยชาวเกาหลีใต้ไปอีก

แชมป์มวยโลกชาวไทย (69) (เวนิส บ.ข.ส. )

เคยชนะชาติชาย เชี่ยวน้อย มาแล้ว พร้อมกับได้แชมป์ของสถาบันเดอะริง (The Ring) ด้วยจากนั้นเวนิสได้เดินทางไปชกนอกรอบกับนักมวยเม็กซิกันถึงถิ่นประเทศเม็กซิโก เมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 โดยชนะน็อกฮูลิโอ กัวเรโรได้ในยกที่ 6 จากนั้นเวนิสต้องสละแชมป์โลกไป เนื่องจากไม่สามารถรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในพิกัดได้

ฟุตบอลโลก 2006 ( 25 )

ส่วนในคู่ที่สองเป็นการพบกันระหว่างสวิตเซอร์แลนด์ (แชมป์กลุ่ม G) กับยูเครน (รองแชมป์กลุ่ม H) ผลการแข่งขันจบลงโดยที่ต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ตลอด 120 นาที เสมอกัน 0-0 ทำให้ต้องไปดวลจุดโทษตัดสินกัน และปรากฏว่าสวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นทีมแรกที่ยิงลูกโทษไม่เข้าเลยแม้แต่ลูกเดียวในการยิงลูกโทษตัดสินในฟุตบอลโลกพ่ายต่อยูเครนไป 0-3 และยังทำให้สวิตเซอร์แลนด์กลายเป็นทีมแรกที่ไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว (ไม่นับลูกโทษในการยิงลูกโทษตัดสินหลังจบเกม) ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกด้วย แต่กลับต้องตกเพียงรอบสองเท่านั้น

ฟุตบอลโลก 2006 ( 24 )

แต่อิตาลีก็ยังเหนียวแน่นยันเอาไว้ได้และน่าจะต้องไปถึงการต่อเวลาพิเศษอยู่แล้ว แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้ายนี่เองที่อิตาลีมาได้จุดโทษอย่างโชคช่วยจากจังหวะที่ฟาบิโอ กรอสโซ ไปสะดุดผู้เล่นออสเตรเลียล้มในเขตโทษแล้วผู้ตัดสินดันเป่าให้เป็นจุดโทษเฉย ก่อนที่ฟรานเชสโค ตอตตี้จะยิงจุดโทษนั้นเข้าไปช่วยให้อิตาลีเฉือนชนะออสเตรเลียไปได้แบบหืดขึ้นคอ 1-0

ครั้งที่ 14 กับฟุตบอลโลกที่ประเทศอิตาลี

การจัดการแข่งขัน  ฟุตบอลโลก 1990 มีขึ้นที่ประเทศอิตาลี เป็นครั้งที่ 14 เจ้าภาพหวังที่จะคว้าแชมป์สมัยที่ 4 ให้ได้ แต่สุดท้ายต้องยื่นถ้วยแชมป์ให้กับทีมเยอรมันตะวันตกได้ครองแชมป์สมัยที่ 3 ไปครอง การแข่งขันฟุตบอลโลก 1990 รอบคัดเลือก มีการเปลี่ยนแปลงจากปี 1986 เล็กน้อยคือ โซนโอเชียเนียจะปรับไปแข่งเพลย์ออฟกับโซนอเมริกาใต้แทน โดยในโซนอเมริกาใต้ซึ่งมี 9 ชาติ (อาร์เจนติน่าได้เข้ารอบอัตโนมัติในฐานะแชมป์เก่า) ได้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

รอบคัดเลือกองฟุตบอลโลก 1990

โดยแชมป์กลุ่มที่มีคะแนนดีที่สุดสองทีมได้เข้ารอบ และอันดับสามไปเพลย์ออฟกับแชมป์โซนโอเชียเนีย ซึ่งก็ปรากฎว่าเป็นโคลอมเบียในกลุ่ม 2  ที่ทำคะแนนได้น้อยสุดต้องไปเพลย์ออฟกับอิสราเอล   และเป็นทีมจากอเมริกาใต้ที่เฉือนชนะไปได้ด้วยผลรวม 1-0 ได้ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี     ส่วนอีกสองทีมจากอเมริกาใต้นั้น ในกลุ่ม 1 อุรุกวัยมาฟอร์มแรงในช่วงท้ายเก็บชัยชนะ 2 นัดรวดที่บ้านตัวเอง ทำให้มี 6 แต้มผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปพร้อมกับบราซิลแชมป์กลุ่ม 3 ที่มี 7 แต้มจากการชนะชิลีในเกมสุดท้ายนั้นเอง

 

ประวัติ การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ในปี 1950 โดยบราซิลเป็นเจ้าภาพ

ประวัติ การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 4

เทศกาลศึกฟุตบอลโลก ครั้งที่ 4 ได้กลับไปทำการแข่งขันกันในทวีปอเมริกาใต้ หลังจาก 2 ครั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ นั้นเป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นในทวีปยุโรป โดยมี บราซิล ประเทศที่มีความบ้าในกีฬาฟุตบอลที่สุดในโลกเป็นเจ้าภาพ และ ในการแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้ ต้องบันทึกสถิติผู้ชมสูงสุดต่อ 1 ?นัด เมื่อ ผู้ชมเข้ามาชมเกมกันเกือบ 2 แสนคน ในสนามมาราคานา ที่ กรุงริโอเดอจาเนโร

 

ฟุตบอลโลกในปี 1950

12 ปีหลังจากทัวร์นาเมนต์ที่ฝรั่งเศส ยุคใหม่ของฟุตบอลโลกก็เกิดขึ้น โดยครั้งนี้ทัวร์นาเมนต์เกิดขึ้นที่สนามมาราคาน่า สเตเดี้ยมสังเวียนแข้งที่โด่งดังในกรุงริโอ เดอ จาไนโร รวมทั้งในเมืองอื่น ๆ ของ บราซิลฟุตบอลโลกหนที่ 4 ปี 1950 กว่าจะเริ่มได้ต้องรอให้สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงก่อน

ทีมอินเดียชาติเอเชียพร้อมเข้าร่วมแข่งขัน แต่เกิดขัดแย้งกับทางฟีฟ่าอย่างแรง เนื่องจากนักเตะอินเดียขอเตะเท้าเปล่า ไม่ใส่รองเท้าฟุตบอลลงทำการแข่งขัน ทำให้ฟีฟ่าต้องตัดสิทธิทีมอินเดีย และเหลือทีมเข้าร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีม

ในรอบแรกได้จัดเป็นรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งบราซิล ทีมเจ้าภาพคว้าอันดับ 1 ของกลุ่ม 1 และในกลุ่ม 2 ที่สหรัฐอเมริกาพลิกชนะอังกฤษ 1-0 ส่งผลให้อังกฤษที่ร่วมแข่งขันครั้งแรกตกรอบไป และในรอบชิงชนะเลิศได้คัด 4 ทีมที่ดีที่สุดเข้าเตะกันแบบพบกันหมด (มินิลีก)

ประกอบด้วย อุรุกวัย ,บราซิล, สวีเดน และ สเปน

ฟุตบอลโลกในปี 1950

แมตช์สุดท้ายที่บราซิลพบกับอุรุกวัย

โดยใครที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดจะคว้าแชมป์โลกไปครอง ซึ่งในแมตช์สุดท้ายที่บราซิลพบกับอุรุกวัย ทีมต้องการเพียงแค่ผลเสมอ ก็จะทำให้ได้ตำแหน่งแชมป์โลกไปครองทันที

ผลปรากฏว่า บราซิลที่ต้องการเพียงแค่เสมออุรุกวัย ในนัดสุดท้ายจะมีอันดับดีที่สุดแต่กลับถูกอุรุกวัยซัดชนะ 2-1 ประตู โดยท่ามกลางแฟนบอลที่แน่นขนัด บราซิลเบิกสกอร์แรกได้ก่อน หลังเริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนพวกเขาจะเกร็ง ๆและเล่นด้วยความตรึงเครียด และโชว์ลีลาแซมบ้าตามแบบฉบับของตนเองไม่ออก

 

แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ปี 1950

อุรุกวัยซึ่งไม่ครั่นคร้ามไปตามเสียงเชียร์ของแฟนบอลเจ้าถิ่น ตามมาตีเสมอจนได้ และขณะที่เหลือเวลาอีก 11 นาที อุรุกวัยก็ซัดประตูชัยได้สำเร็จ ทำให้ถ้วยฟุตบอลโลกที่อยู่ในมือหลุดลอยไป หลังจบเกมแฟนบอลแซมบ้าในสนามฟุตบอลมาราคาน่าที่จุคนดู 174,000 คนเงียบกริบราวกับไม่มีใครอยู่ในสนาม   ทีมชาติบราซิลและผู้ชมต่างต้องพบกับความขมขื่น คนทั้งชาติตกอยู่ในความเศร้า รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ช็อกจนถึงขั้นลืมมอบถ้วยแชมป์ใหักับขุนพลอุรุกวัย ชูลส์ ริเม่ต์ จึงต้องลงไปในสนามด้วยตัวเอง

ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4

พิธีมอบถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4 ปี 1950

เพื่อมอบถ้วยแชมป์ให้กัปตันทีมอุรุกวัย อย่างไรก็ตามนี่คือจุดที่กีฬาฟุตบอลได้เดินเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว ในระหว่างฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 ดร.อ็อดโตริโน่ บาราสซี่ รองประธานฟีฟ่าชาวอิตาเลียน ตัดสินใจนำถ้วย  ฟุตบอลโลกไปซ่อนไว้ในกล่องรองเท้าใต้เตียง เพื่อให้ถ้วยปลอดภัยจากกองทัพที่บุกเข้ามาโจมตียุโรป

ความบ้าของเกมลูกหนังของบราซิล ก่อให้เกิดการตัดสินใจสร้างสนามใหม่ขึ้นมา โดยกำหนดให้มีความจุมหาศาลถึง 200,000คน บริเวณชานเมืองริโอ เดอจาไนโร

การก่อสร้างเริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 1948 อย่างไรก็ตามเกมการแข่งขันต้องล่าช้าออกไป5 สัปดาห์ก่อนเกมรูดม่าน อันเนื่องมาจากความทะเยอทะยานเกินตัวของเจ้าภาพ 13 ทีมในรอบสุดท้ายประกอบไปด้วย บราซิล , ยูโกสลาเวีย , สวิตเซอร์แลนด์ , เม็กซิโก , สเปน , อังกฤษ , ชิลี ,สหรัฐฯ , สวีเดน , อิตาลี , ปารากวัย , โบลิเวีย และอุรุกวัย